เมื่อปลายปีที่แล้วเกิดสำเนียกตนเองได้ว่า "เฮ้ยยย...กู 21 แล้วนิ แก่ ! !!" และที่ผ่านมาก็ได้ฟูมฟักไขมันในร่างกาย จนคิดว่าถึงคราวจะจัดการให้มันเป็นระเบียบซะที ! ! (คิดในใจมาหลายปีละ ปีนี้ละโว๊ยย ย) คือเป็นคนเตี้ยสูงแค่ 157 น้ำหนักปกติทั่วไปอยู่ที่ 54-55 แต่เป็นคนที่เจ้าเนื้อ และตูดใหญ่ม๊วกกกก ดันเอวเล็กนะทินี้ ที่คิดว่าตัวเองอ้วนคือมาจากตูดและแขนขาทั้งนั้น ยังไงก็ตาม ฉันอยากหุ่นเพียว ๆ ลมกะเค้ามั่ง แถมกำลังแก่ ระบบเผาผลาญก็จะต้องไม่เหมือนเดิม กินอะไรไปก็อ้วนง่ายกว่าแต่ก่อนแน่นอน....พอเข้าปีใหม่.....ก็มีการกินสัพเพเหระตามเรื่อง และบอกกับตัวเองว่า "ส่งท้ายปีละกัน" ขณะเดียวกันในแต่ละวันรู้สึกเหมือนน้องริสซี่นางจะไม่สบาย! ! เจ็บๆ แสบๆ และคิดในใจอีกครั้ง...มันก็เป็นแบบนี้แหละ เดี๋ยวก็หายเหมือนทุกครั้ง...ความคิดนี้เองกลายเป็นจุดพี่คคคคคค......น้องริสซี่นางก็เป็นของนางมาเรื่อย ๆ คือพูดตรง ๆ นางเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่ผ่านมาสัก 3-4 ปี การที่นางจะกำเริบบ้างก็เหมือนจะเป็นเรื่องที่รับได้ ซะงั้น นน >,<
.......ปีใหม่ผ่านไป 5 วัน กลับมาเรียน ขาทั้งสองก้าวขึ้นบนตาชั่ง .....อะจ๊ากกก 57 ขุ่นพระ !! !! ! ถึงเวลาๆ ๆ แล้ว สิ้นสุดซะทีความสุขในการกิน จิงจังโว๊ยยยยย
ขั้นแรก..ดูรีวิวลดน้ำหนักซะหน่อย ใครเขาทำอะไรบ้าง พอดูแล้วรู้สึกว่าแต่ละคนที่รีวิวจะมีพฤติกรรมการกินอาหารขยะซะส่วนใหญ่ พวกน้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยว แต่ดิฉันไม่กินของพวกนั้นเป็นปกติอยู่แล้ว จะกินบ้างบ้างครั้งสำหรับพวกขนม น้ำปั่น แต่น้ำอัดลมนี่คือไม่แตะ"แล้วกูจะลดยังไงละเนี่ย" ถามตัวเอง
จากนั้นก็นั่งพิจารณา นอกพิจารณา ...ว่าพฤ๖ิกรรมการกินของตัวเองเป็นยังไง ได้ข้อสรุปว่า บางทีก็คินแบบไม่ได้คิดอะไร เวลาเรียนหรือทำงานเหมือนก็จัดพวกน้ำหวาน น้ำปั่น เพราะคิดเอาว่า เออ ก็เสียพลังงาน เติมพลังสมองสักหน่อยจะเป็นไร และมักจะเอาความคิดที่อาจจะมโนว่าตัวเองเหนือย ต้องการารเพิ่มพลังให้ร่างกายเป็นข้อ้างในการกินเสมอ แม้จะไม่ใช่พฤติกรรมที่ทำบ่อยครั้ง แต่แน่นอนว่า ตัวเราเองเป็นคนอ้วนง่าย สันใหญ่ ! ! พฤติกรรมแบบนี้จึงควรตัดออกจากวงจรชีวิตซะ คือถ้าเป็นของมีประโยชน์อันนี้ก็พออนุโลมได้จากการศึกษาวิธีการของคนหลาย ๆ คน ก็มีที่น่าสนใจอยู่ 2 วีธี คือ รีวิวการลดด้วยแตงโม เนื่องจากแตงโมมีแคลอลี่น้อยมาก 1 ลูก แค่ 100 แคลลอรี เท่านั้น ทำให้รู้สึกอิ่มนาน กินได้ตลอดทั้งวัน
และอีกวิธีองคุณจอร์น วิญญู ก็คือการนับแคลอรี่ที่กินเข้าไปแต่ละวัน ไม่ยากม๊างงงง....... คิดว่าลองดูซักตั้ง ไม่เสียหาย
....ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่ามีสิ่งผิดปกติกับร่างกาย น้องริสซี่ทำไมเจ็บนานกว่าปกติ รู้สึกเริ่มกังวล เพราะเหมือนริสซี่จะผุดขึ้นมาอีกหัวนึง ! ! T_____T ฉันทำอะไรลงไป ไม่น่าชะล่าใจเลย กินอะไรไม่คิดว่าตัวเองไม่ใช่คนปกติ เผ็ด ๆ นี่สู้ไม่ถอด จะแสบตู_ ก็ไม่เห็นจะเป็นไร ชิน ! ผักหญ้าก็กินบ้างไม่กินบ้าง ไม่ได้สนใจ นั่งทำงานไปสิทั้งวี่ทั้งวัน งานไปเสร็จไม่ลุก กินข้าวตอนไหนก็ได้ที่งานเสร็จ ยาจะกินบ้างไม่กินบ้างก็ไม่เป็นไร เอออ...ดูสิพฤติกรรมตัวเองทั้งนั้น ทำร้ายตัวเองมีตั้งหลายปีคิดแล้วก็เจ็บใจตัวเอง เอาไงดีละ ไปหาหมอก็ไม่อยากไป ลองดูอาการอีกสักหน่อยละกัน กลัวได้ผ่าง๊าาาาา T_T รอดูอการไปมา มันก็ยังทรงสองสามวันละ ระหว่างนั้นก็หาข้อมูลการรักษาต้วยตัวเอง จนตัดสินใจที่จะลองซื้อยาตำหรับยี่ห้อหนึ่งมากิน เป็นยาแคปซูน 100 เม็ด 240 บาท กินได้ 16 วัน จากนั้นก็ปรับวิธีการกินของตัวเองซะใหม่
ต้องบอกก่อนว่า การลดความอ้วน และการรักษาริดสีดวง มันไปด้วยกันได้ และไปด้วยกันได้อยากอย่างดี เพราะทั้งสองจุดมุ่งหมาย คือ ต้องการไฟเบอร์กากใยอาหาร ลดน้ำสัตว์ลง กินน้ำเยอะ ๆ ของมันต้องงดเป็นอันขาด นี่คือสิ่งที่ทั้งสอย่างสามารถปฏิบัติร่วมกันได้ จะแตกต่างกันบ้างที่ของแสลงริดสีดวง ที่ต้องงดปลาร้า (ส้มตำของช๊านนน บ๊ายบาย) เนื้อวัว(กลับบ้านมีอาการตลอด เพราะแม่อยากให้ลูกได้โปรตีนเต็มที่) หน่อไม้ ของดอง ปลาหมึก(ของชอบ แต่ไม่เป็นไรคลอเรสเตอรอลเยอะ งดก็ดี)
จากเหตุการณ์นี้ รู้ซึ้งเลยว่าสำนวนไทย "ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา" มันเป็นแบบนี้นี่เอง มนุษย์ทุกคนต่างก็กลัวตายและรักชีวิตทั้งนั้น ถึงจะเคยคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ มันฝืนใจเกินไป สุดท้ายพอจนมุม ทุกอย่างจะเป็นไปได้เอง
เอาละ ลดความอ้วน+รักษาน้องริสซี่ เป้าหมายระยะสั้น ! ! ของชีวิต ที่มีผลระยะยาว ฉันต้องทำให้ได้
2 สัปดาห์ผ่านไปแล้ว........
วันนี้พอแค่นี้ดีกว่าเนอะ 5555 เรื่องมันยาวววววววววววววววววววว
No comments:
Post a Comment